Finance

ในช่วงที่ตลาดหุ้นเป็นกระทิงยาวนานนั้น


ฝากไว้สำหรับเพื่อน ๆ .. จริง ๆ ผมเชื่อว่า ทุกคนรู้กันอยู่แล้วแหละ แต่แค่มาเตือนสติ อย่าประมาทตลาดหุ้น
- ไม่ว่าจะเป็น หุ้น หรือ กองทุน .. "ซื้อเพราะเหตุผลอะไร ให้ขายเพราะเหตุผลนั้น" .. (ซื้อเพราะปันผล ให้ขายเพราะไม่จ่ายปันผล , ซื้อเพราะบริษัทเติบโต ให้ขายตอนที่บริษัทไม่เติบโต , ซื้อเพราะสัญญาณกราฟบอกให้ซื้อ ให้ขายตอนที่สัญญาณกราฟบอกให้ขาย)

- สำหรับคนที่ทำการซื้อแบบถัวเฉลี่ย DCA .. สำคัญ อย่าลืมวินัยของตัวเองเด็ดขาด .. ไม่ว่าหุ้นจะขึ้น หรือ ลง .. หน้าที่ของคุณคือ "ซื้อทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ"

- แต่ถ้าคิดว่าถึงคราววิกฤติแบบสุด ๆ แล้ว .. "ห้ามถัวเฉลี่ยขาลง"  (ในกรณี "เผาจริง" ไม่ว่าคุณจะลงทุนแนวไหน ก็ห้ามซื้อถัวเฉลี่ยขาลงโดยเด็ดขาด)
 
Value Investor จำนวนมากหรืออาจจะเรียกว่าส่วนใหญ่ ชอบลงทุนในหุ้นตัวเล็กหรือบริษัทขนาดเล็ก เหตุผลก็คือ พวกเขาเชื่อว่าหุ้นตัวเล็กนั้นจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าปกติได้หลัก ฐานที่ปรากฏในตลาดหุ้นก็ “ชัดเจน” หุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นหลายเท่า บางตัวเป็นสิบเท่าภายในเวลาเพียงไม่เกิน 1- 2 ปี ที่ผ่านมานั้น มักจะเป็นหุ้นตัวเล็กที่มีมูลค่าตลาดของหุ้นหรือ Market Cap. ไม่เกิน 3-4 พันล้านบาท หลายตัวอาจจะไม่เกินพันล้านบาทด้วยซ้ำ หุ้นตัวเล็กนั้นมีเสน่ห์สำหรับนักลงทุนไม่เฉพาะที่เป็นนักเก็งกำไรเล่นหุ้น รายวัน แต่เป็นขวัญใจของ VI ด้วย ว่าที่จริง VI ระดับ “เซียน” ที่ทำผลตอบแทนมหาศาลในช่วงเร็ว ๆ ต่างก็รวยมาด้วยหุ้นตัวเล็กเป็นส่วนใหญ่ แทบจะเป็นข้อสรุปได้เลยว่า ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จในหุ้นสูงมากโดยเฉพาะเมื่อพอร์ตของคุณยังเล็กอยู่ นั้น ไม่มีทางอื่นนอกจากลงทุนในหุ้นขนาดเล็ก
กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) คืออะไร

เป็น กองทุนรวมประเภทหนึ่ง ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการลงทุนในตลาดหุ้นระยะยาว โดยผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด

LTF ให้อะไรคุณได้บ้าง
1) ช่วยให้คุณเสียภาษีเงินได้น้อยลงจากเดิม*
2) ช่วยให้คุณมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงจากการลงทุนในหุ้นในระยะยาว

* ตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด
ผู้ลงทุนจะเสียภาษีน้อยลงก็ต่อเมื่อ เป็นผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดาที่มีเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน
และเงินบริจาคทั้งปี สูงกว่า 80,000 บาท และมีเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ กบข.
ในปีนั้นๆ น้อยกว่า 295,000 บาท

LTF ช่วยลดภาษีอย่างไร
ผู้ ลงทุนสามารถนำเงินลงทุนใน LTF มาหักออกจากเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายในปีนั้น ตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด ซึ่งมีผลทำให้ฐานเงินได้สุทธิสำหรับการคำนวณภาษีลดลง และส่งผลให้ผู้ลงทุนเสีย
ภาษีน้อยลง

กรณีผู้ลงทุนมีฐานรายได้สูง จะยิ่งมีอัตราการประหยัดภาษีที่สูงขึ้น เนื่องจากระบบการจัดเก็บภาษีเงิน
ได้บุคคลธรรมดาเป็นแบบอัตราก้าวหน้า (ฐานเงินได้ในส่วนที่มากขึ้น จะถูกจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้น
ด้วย)

จำนวนเงินลงทุนใน LTF ที่สามารถนำมาหักออกจากเงินได้

ชั้นต่ำ   =   ไม่กำหนด
ขั้นสูง   =   15% ของเงินได้ทุกประเภท และ ไม่เกิน 300,000 บาท
โดยผู้ลงทุนสามารถนำเงินลงทุนใน LTF ที่จ่ายจริง ในอัตราที่กฎหมายกำหนด มาหักออกจาก
เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย ซึ่งจะช่วยให้คุณเสียภาษีเงินได้น้อยลง

LTF เสี่ยงหรือไม่
กองทุน LTF เป็นกองทุนรวมที่เน้นลงทุนในหุ้น โดยจะมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นมากน้อยเพียงใด ขึ้น
อยู่กับนโยบายของแต่ละกองทุน ดังนั้น ผู้ที่จะลงทุนในกองทุนนี้ได้ต้องแน่ใจว่าตนเองสามารถรับความ
ผันผวนของราคาหุ้นได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะสั้น

เงื่อนไขการลงทุนของ LTF

1) ไม่กำหนดจำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำ
2) ลงทุนขั้นสูงในแต่ละปีภาษีไม่เกิน 15% ของเงินได้ และไม่เกิน 300,000 บาท
3) คุณสามารถนำเงินลงทุนใน LTF ที่จ่ายจริง ในอัตราที่กฎหมายกำหนด มาหักออกจากเงินได้หลังหัก
ค่าใช้จ่าย ซึ่งจะช่วยให้คุณเสียภาษีเงินได้น้อยลง
4) ถือหน่วยลงทุนเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีปฏิทิน
5) ไม่จำเป็นต้องลงทุนต่อเนื่อง ในระหว่างปีเลือกลงทุนกี่ครั้งก็ได้ และไม่จำเป็นต้องลงทุนเท่ากันในแต่
ละปี
6) เลือกขายคืนหน่วยลงทุนได้ไม่เกิน 2 วันต่อปีในแต่ละกองทุน (เฉพาะวันที่กองทุนกำหนดเท่านั้น)
7) หากขายคืนหน่วยลงทุนก่อนระยะเวลา 5 ปีปฏิทินจะต้องชำระคืนภาษีที่ได้รับลดหย่อนมาแล้ว พร้อม
ด้วยเงินเพิ่ม และต้องนำกำไร (ถ้ามี) ไปรวมกับเงินได้อื่นๆเพื่อชำระภาษีด้วย
8) ไม่ควรลงทุนในจำนวนเกินกว่าที่ได้รับสิทธิลดหย่อน (เนื่องจาก LTF ไม่เปิดให้ขายคืนได้ทุกวัน และ
ผู้ลงทุนต้องรับภาระภาษีหากขายในส่วนนี้แล้วมีกำไรไม่ว่าจะขายเมื่อใดก็ตาม)

หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข จะมีผลอย่างไร

1) กรณีขายคืน LTF ที่ได้เคยได้รับลดหย่อนภาษีมาแล้ว และได้ถือหน่วยดังกล่าวมาน้อย
กว่า 5 ปีปฏิทิน จะต้องปฏิบัติดังนี้
ต้องชำระคืนภาษีที่เคยได้รับลดหย่อนมาแล้ว โดยนำเงินค่าซื้อของหน่วยที่ขายไป มาคำนวณภาษี
ใหม่ พร้อมชำระเงินเพิ่ม/1 และต้องนำกำไร (ถ้ามี)ไปรวมกับเงินได้อื่นเพื่อเสียภาษี/2

2) กรณีขายคืน LTF ที่ลงทุนไม่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด และไม่เคยนำไปขอลดหย่อน
ภาษี และได้ถือหน่วยดังกล่าวมาน้อยกว่า 5 ปีปฏิทิน จะต้องปฏิบัติ ดังนี้
ต้องนำกำไร (ถ้ามี)ไปรวมกับเงินได้อื่นเพื่อเสียภาษี/2

3) กรณีขายคืน LTF ในส่วนที่ลงทุนเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด จะต้องปฏิบัติ ดังนี้
ต้องนำกำไร (ถ้ามี)ไปรวมกับเงินได้อื่นเพื่อเสียภาษี/2


/1 เงินเพิ่ม ตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตรา 1.5% ต่อเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระคืน
(เศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน) นับตั้งแต่เดือนเมษายนของปีถัดจากปีที่ลงทุน (5 ปีปฏิทินย้อนหลัง) จน
ถึงเดือนที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มเติม ทั้งนี้ เงินเพิ่มที่คำนวณได้ต้องไม่เกิน
จำนวนภาษีที่ต้องชำระคืน

/2 ภาษีของกำไรนี้ จะต้องนำไปรวมกับเงินได้อื่นๆ ที่ได้รับในปีภาษีนั้น โดยยื่นภาษีภายในเดือนมีนาคม
ของปีถัดจากปีที่ขาย

ที่มา  :   บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด  www.tmbam.co.th

edit @ 28 Dec 2012 12:25:43 by P.Tongkamonwat

1.การลงทุนใช้เงินจำนวนน้อยก็สามารถลงทุนในกองทุนทองคำได้แล้ว ไม่ต้องรอเก็บเงินก้อนโต แล้วค่อยไปซื้อทองคำแท่งไม่จำเป็นต้องมีเงินซื้อจำนวนมากเท่าซื้อทองคำแท้ๆ และในทางกลับกันเวลาขาย เช่น ถ้าถือทองคำไว้ 1 บาททอง หรือ ประมาณ 17,800 บาท ต้องการใช้เงินแค่ 5,000 บาท ต้องขายทั้ง 17,800 บาท แต่กองทุนของเราไม่จำเป็นขายเอาเงินออกแค่ 5,000 บาทได้เลย

2.ลดความเสี่ยงในเรื่องของการสูญหายและลดค่าใช้จ่ายในการหาที่จัดเก็บรักษา (หากจะลงทุนในทองคำแท่งเป็นจำนวนมากผู้ลงทุนยังต้องรับความเสี่ยงจากการถูกโจรกรรมหรือต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา)

3.ช่องทางการขายสะดวกไม่ต้องกลับไปที่ร้านเดิมอย่างทองคำแท่ง (หากผู้ลงทุนต้องการจะขายก็จะต้องเดินทางไปขายที่ร้านเดิมที่ซื้อมาถึงจะได้ราคาที่ดี)

4.ไม่ต้องกังวลว่าจะโดนร้านค้าหลอกในเรื่องความบริสุทธิ์ของทองคำ

5.การลงทุนในกองทุนทองคำ ราคาที่ได้จะได้ราคาอ้างอิงกับทองคำในประเทศ ทำให้ตรวจสอบการขึ้นลงของราคาทองคำได้ง่าย

6.การลงทุนในกองทุนทองคำหลายๆคนอาจจะกลัวความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่ในความเป็นจริงแล้วราคาทองคำในประเทศที่ถูกกำหนดโดยสมาคมค้าทองก็อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนด้วยเช่นเดียวกัน

7.ไม่ต้องห่วงในเรื่องไม่ได้รับเงินคืน (เพราะมี กลต.ค่อยควบคุมกำกับดูแล)

8.กำไรที่เกิดจากการลงทุนไม่เสียภาษี (สำหรับลูกค้าบุคคลธรรมดา)

ทั้งนี้ไม่ว่าท่านจะเลือกลงทุนกองทุนใด และแบบไหน ที่สำคัญที่สุดท่านควรศึกษาข้อมูลกองทุนก่อนการลงทุน เพื่อให้ท่านได้รับประโยชน์จากการลงทุนจริงๆ


ขอบคุณ : สุรกิจ จันไทยบลจ. บัวหลวง จำกัด : McLynch
เล่นหุ้นตามผลประกอบการ/ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร leaf

โลกในมุมมองของ Value Investor
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
                              เล่นหุ้นตามผลประกอบการ

  การเล่นหุ้นหรือการลงทุนให้ได้กำไรดีในระยะยาวนั้น  สำหรับคนจำนวนมากเป็นเรื่องที่ยาก  เหตุผลก็คือ  พวกเขาไม่มีความรู้หรือความสามารถในการวิเคราะห์กิจการ  นอกจากนั้น  เขาก็ไม่รู้ว่าอะไรคือหุ้นแพงและอะไรคือหุ้นถูกเมื่อเทียบกับคุณภาพของกิจการ  ดังนั้น  คนจำนวนไม่น้อยจึงชอบ  “เล่นหุ้นตามข่าว”  นั่นก็คือ  เขาจะซื้อหรือขายหุ้นตามข่าวที่ปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์วันต่อวัน  เช่น  บริษัทประกาศจ่ายหุ้นปันผลในอัตราที่น่าสนใจ  พวกเขาก็เข้าไปซื้อ   ถือไประยะหนึ่ง  อาจจะหลังได้รับปันผลแล้วก็ขาย  เป็นต้น  การทำแบบนี้  พวกเขาคิดว่าจะได้กำไร   แต่นี่เป็นกลยุทธ์ที่ถูกต้องหรือไม่?  ผมไม่รู้  เหนือสิ่งอื่นใด  บริษัทไม่ได้ประกาศหุ้นปันผลทุกตัวหรือทุกปี  การเล่นหุ้นตามข่าวนี้เราอาจจะต้องรอนานและอาจจะไม่มีหุ้นให้เล่นพอ   แน่นอน  มีข่าวอื่น ๆ  ให้เล่นได้ทุกวัน  แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีกลยุทธ์ไหนที่ชัดเจนว่าถ้าเล่นตามข่าวนั้นแล้วจะได้กำไร  ข่าวแบบเดียวกัน  หุ้นตัวหนึ่งอาจจะได้กำไรแต่อีกตัวหนึ่งอาจจะขาดทุน  รวม ๆ  แล้ว  การเล่นหุ้นตามข่าววันต่อวันผมคิดว่าไม่คุ้ม  เหตุก็เพราะว่าเราจะต้องเสียค่าคอมมิชชั่นสูงเพราะเราต้องซื้อขายบ่อยมาก

  ถ้าจะเล่นหุ้นตามข่าวแบบได้กำไรเป็นกอบเป็นกำและเป็นระบบ   ผมคิดว่ากลยุทธ์ที่น่าสนใจและมีการศึกษาทางวิชาการว่าสามารถทำเงินได้จริงก็คือ   การเล่นหุ้นตาม  “ผลประกอบการ”   วิธีการก็คือ  เราจะซื้อหรือขายหุ้นในวันที่มีการประกาศผลประกอบการประจำไตรมาศ  ถ้าหุ้นตัวไหนมีผลประกอบการที่ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้มาก   เราก็ซื้อ  ถ้าหุ้นตัวไหนมีผลประกอบการณ์แย่กว่าที่ประมาณการณ์มาก  เราก็ขายหรือขายชอร์ต   เหตุผลก็คือ  หุ้นที่มีผลประกอบการดีกว่าที่ตลาดคาดไว้มากนั้น   ราคาจะปรับตัวขึ้นไปมากกว่าตลาดโดยรวมในช่วงหนึ่งไตรมาศหรือหนึ่งปีข้างหน้า   จริงอยู่  ในวันแรกที่มีการประกาศผล  ราคาก็มักจะวิ่งขึ้นไปแล้ว  เรามักจะต้องซื้อแพงขึ้นกว่าวันก่อนหน้าไม่น้อย  เช่น  อาจจะขึ้นไป 2-3%   แต่โดยส่วนใหญ่แล้วราคาก็มักจะยังขึ้นไปได้อีกโดยเฉพาะในช่วงหนึ่งไตรมาศข้างหน้า  หุ้นอาจจะขึ้นไปต่อได้อีกอาจจะเป็น 7-8%  ดังนั้น  ถึงซื้อแพงขึ้นในวันแรกที่ประกาศงบ  มันก็ยังคุ้มมาก

  ในทางตรงกันข้าม  หุ้นที่ประกาศผลประกอบการที่แย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์มากก็มักจะมีราคาลดลงทันทีในวันประกาศ  เช่น อาจจะตกไป 3-4%  อย่างไรก็ตาม  เราก็ควรจะขายทันที  อย่าไปรอให้มัน  “กระเด้ง”  ขึ้นมา  เพราะเป็นไปได้ว่าถ้าเรารอไปเรื่อย ๆ  จนครบหนึ่งไตรมาศ  ราคาอาจจะตกลงไปอีก 7-8%   ดังนั้น  ถ้าเรามีหุ้นเราต้องขาย  แต่ถ้าไม่มีหุ้น   เราก็อาจจะพิจารณาขายชอร์ตเซลซึ่งจะทำให้เราได้กำไรเมื่อราคาหุ้นตกลงไปต่อตามที่คาด

  ทั้งสองกรณีที่กล่าวนั้น  เราตั้งสมมุติฐานว่าภาวะตลาดหุ้นเป็น  “ปกติ”  คือดัชนีหุ้นไม่ได้ขึ้นหรือลงอย่างมีนัยสำคัญ     เพราะถ้าตลาดหุ้นลงหนักมากในช่วงไตรมาศที่ตามมา  ก็เป็นไปได้ว่าแม้แต่หุ้นที่ประกาศผลกำไรสูงกว่าที่คาดการณ์มากก็อาจจะตกลงมาได้   ดังนั้น  ถ้าจะให้เราได้กำไรอย่างแน่นอนไม่ว่าภาวะตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร   เราก็ควรจะต้องทั้งซื้อหุ้นที่กำไรสูงกว่าคาด  และขายชอร์ตหุ้นที่ทำกำไรแย่กว่าที่คาดในเม็ดเงินที่เท่า ๆ  กัน  ซึ่งจะทำให้พอร์ตของเรา  “เป็นกลาง” กับภาวะตลาดหุ้น  นั่นก็คือ  ตลาดหุ้นจะขึ้นหรือตลาดหุ้นจะตก  เราก็ได้กำไรถ้าแนวทางการเล่นหุ้นตามผลประกอบการนี้เป็นจริง

  คำถามอาจจะเกิดขึ้นว่า  อะไรคือผลประกอบการที่คาดของตลาด?   คำตอบที่ดีที่สุดก็คือ  ข้อมูล  Analyst Consensus  หรือค่าเฉลี่ยการคาดการณ์กำไรของบริษัทโดยนักวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ทุกแห่งซึ่งก็จะมีการเผยแพร่ในบทวิเคราะห์หุ้นอยู่แล้ว  ถ้าหุ้นตัวไหนไม่มีข้อมูลนี้   เราก็คงจะต้องคิดเอาเอง  เช่น  อาจจะดูแนวโน้มการเติบโตของกำไรในอดีตว่าโตเท่าไรแล้วเอามาคาดว่าผลประกอบการที่จะออกมาน่าจะโตเท่าเดิม  ถ้าบริษัทประกาศงบออกมาโตกว่าที่คาดมาก  เราก็ซื้อ  และถ้าแย่กว่าที่คาดมาก  เราก็ขาย   แต่การใช้คาดการณ์แบบนี้  ความถูกต้องก็อาจจะไม่ดีนัก

  ข้อจำกัดอย่างหนึ่งของการเล่นหุ้นตามผลประกอบการก็คือ  หุ้นจำนวนมากโดยเฉพาะหุ้นขนาดเล็กนั้น  มักจะมีนักวิเคราะห์ติดตามและทำบทวิเคราะห์น้อยหรือไม่มีเลย  ดังนั้น  เราอาจจะต้องจำกัดหุ้นที่เราจะเล่นไว้เฉพาะในกลุ่มที่อาจจะค่อนข้างใหญ่และมีสภาพคล่องที่สูง  อย่างไรก็ตาม  นี่ก็อาจจะไม่ใช่ข้อเสียแม้ว่าเราอาจจะพลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทน  “มโหฬาร”  หลาย ๆ  ตัวไป   เพราะความเสี่ยงของเราในการเล่นหุ้นก็น่าจะต่ำลง

  จำนวนหุ้นที่เราจะต้องซื้อลงทุนเองนั้น   ผมคิดว่าก็ควรจะต้องมากพอสมควรเพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง   เพราะนี่เป็นเรื่องของสถิติ  ไม่ใช่ว่าการซื้อหุ้นที่มีผลประกอบการที่ดีกว่าที่คาดมากทุกตัวจะได้กำไร  การศึกษาเพียงแต่บอกว่าโดยเฉลี่ยแล้วจะได้กำไร   โดยส่วนตัวผมคิดว่าอย่างน้อยน่าจะต้องมีหุ้นไม่น้อยกว่า 10 ตัว  ซึ่งนี่ก็นำมาสู่ประเด็นว่าเราจะเลือกหุ้นที่มีผลประกอบการดีกว่าที่คาดการณ์ตั้งแต่กี่เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป?     อีกประเด็นหนึ่งที่ต้องพิจารณาก็คือ  การขายชอร์ตหุ้นว่าเราจะทำแค่ไหน?  เพราะการชอร์ตนั้นโดยตัวมันเองก็เป็นความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูง   สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว  ก็อาจจะไม่เหมาะนักที่จะทำ   ดังนั้น  พอร์ตเล่นหุ้นตามผลประกอบการของเราจึงอาจจะไม่สมบูรณ์และไม่สามารถการันตีว่าต้องได้กำไรร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ว่าภาวะตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร    เพียงแต่เป็นพอร์ตที่น่าจะมีโอกาสทำกำไรได้สูงกว่าปกติโดยที่เราไม่จำเป็นต้องเป็น  “เซียน” และไม่ต้องทำงานหนัก

  สุดท้ายก็คือ  คำถามสำคัญที่ว่าพฤติกรรมของหุ้นที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นจริงหรือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นช่วงเวลาเหมือนอย่างกลยุทธ์ทำกำไรหุ้นแบบอื่น ๆ  ซึ่งมาแล้วก็ไปตามแฟชั่นหรือตามช่วงเวลา?  คำตอบก็คือ  การศึกษาในตลาดหุ้นอเมริกาตลอดช่วงประมาณ 30 ปีที่ผ่านมาดูเหมือนว่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ได้ผลจริง  แต่ในเมืองไทยนั้นผมเองก็ไม่แน่ใจว่ามีใครทำการศึกษาไว้บ้างหรือไม่  เหนือสิ่งอื่นใด  การคาดการผลประกอบการโดยนักวิเคราะห์เองก็เพิ่งมีมาไม่นาน   ดังนั้น ในตลาดหุ้นไทยคงต้องบอกว่าเราจะต้อง  “ดูกันต่อไป”  และเราอาจจะเป็นคนลองทำดูก่อนก็อาจจะได้ผลดีก็ได้

  อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ราคาหุ้นไม่สนองตอบต่อการประกาศผลประกอบการอย่างเต็มที่และทันที?  นี่คือสิ่งที่นักวิชาการเองก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน  โดยทฤษฎีแล้ว  ถ้าตลาดหุ้นมีประสิทธิภาพ  ราคาหุ้นจะต้องสะท้อนรับข่าวผลประกอบการทั้งหมดทันทีนั่นคือ  ราคาหุ้นจะต้องวิ่งขึ้นไปตามผลประกอบการที่ดีขึ้น  ถ้าดีกว่าประมาณการมาก  ราคาหุ้นก็ต้องขึ้นไปมากตั้งแต่วันแรก  คนที่เข้าไปซื้อหุ้นหลังประกาศงบแล้วไม่ควรได้กำไรมากกว่าปกติ    คำตอบที่มีมีคนเสนอขึ้นมาก็คือ  หุ้นพวกนี้อาจจะมีความเสี่ยงมากขึ้นเมื่อมันประกาศงบที่ดีมากออกมา  กล่าวคือ  อนาคตกำไรมันอาจจะไม่โตเท่าเดิม   ดังนั้น  การเล่นหุ้นแบบนี้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น   นักวิชาการบางคนก็เสนอว่า  มันอาจจะเป็นเรื่องของการ  “ย่อยข้อมูล”  ที่ต้องใช้เวลาของนักลงทุน   นั่นก็คือ  การประกาศงบวันแรกนั้น  นักลงทุนโดยเฉพาะที่เป็นสถาบันยังไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไร  จะซื้อหรือขาย  ทำให้ราคาหุ้นไม่สะท้อนข้อมูลทั้งหมด  หลังจากนั้น  พวกเขาจึงเข้ามาซื้อซึ่งทำให้ราคาค่อย ๆ  ปรับตัวขึ้นไปเป็นเวลาหนึ่งไตรมาศหรือเป็นปี   ไม่ว่าเหตุผลคืออะไร  นี่ก็คือ  การเล่นหุ้นตามข่าวที่น่าสนใจแบบหนึ่ง
 
ครั้งหนึ่ง Warren Buffett เคยพูดว่า หากวันนี้มีเงินลงทุนแค่ 1 ล้านเหรียญ เค้าสามารถทำผลตอบแทนได้มากกว่า 50% ต่อปี ซึ่งผมคิดว่ามีความเป็นไปได้สูง เพราะช่วงแรกๆที่วอร์เรนลงทุนผ่านห้างหุ้นส่วน เค้าสามารถทำผลตอบแทนได้ประมาณ 30% ต่อปี  ในทำนองเดียวกัน หาก ดร.นิเวศน์ มีเงินลงทุนวันนี้แค่ 1 ล้านบาท ผมคิดว่าแนวทางการเลือกหุ้นของท่าน อาจจะแตกต่างออกไป 

เงินลงทุนน้อยๆตามนิยามง่ายๆของผม อาจจะเป็นเงินหมื่น เงินแสน และไม่เกิน 1 ล้านบาท ลำพังหากลงทุนโดยแนวทางอนุรักษ์นิยม อาจได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10-15% ต่อปี ซึ่งอาจจะเพียงพอและน่าพอใจหากเป็นพอร์ตการลงทุนขนาดกลางหรือใหญ่ แต่ผลตอบแทนระดับนี้ไม่อาจสร้างความแตกต่างในพอร์ตขนาดเล็ก 
  ดังนั้นหากเป็นพอร์ตการลงระดับเล็กๆ ผมคิดว่าควรมีกลยุทธ์ที่แตกต่างออกไปเพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้สูงขึ้น 
เพื่อนๆท่านใดมีเทคนิคหรือกลยุทธ์ที่คิดว่าน่าสนใจอย่างไรจะแนะนำ สำหรับพอร์ตการลงทุนขนาดเล็ก ก็แสดงความคิดเห็นได้เลยครับ จะได้เป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนๆจะได้นำไปประยุกต์ใช้ 

การลงทุนคืออาหารอร่อยที่สุดเมื่อเย็นดีแล้ว