เล่นหุ้นตามผลประกอบการ/ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร leaf

โลกในมุมมองของ Value Investor
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
                              เล่นหุ้นตามผลประกอบการ

  การเล่นหุ้นหรือการลงทุนให้ได้กำไรดีในระยะยาวนั้น  สำหรับคนจำนวนมากเป็นเรื่องที่ยาก  เหตุผลก็คือ  พวกเขาไม่มีความรู้หรือความสามารถในการวิเคราะห์กิจการ  นอกจากนั้น  เขาก็ไม่รู้ว่าอะไรคือหุ้นแพงและอะไรคือหุ้นถูกเมื่อเทียบกับคุณภาพของกิจการ  ดังนั้น  คนจำนวนไม่น้อยจึงชอบ  “เล่นหุ้นตามข่าว”  นั่นก็คือ  เขาจะซื้อหรือขายหุ้นตามข่าวที่ปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์วันต่อวัน  เช่น  บริษัทประกาศจ่ายหุ้นปันผลในอัตราที่น่าสนใจ  พวกเขาก็เข้าไปซื้อ   ถือไประยะหนึ่ง  อาจจะหลังได้รับปันผลแล้วก็ขาย  เป็นต้น  การทำแบบนี้  พวกเขาคิดว่าจะได้กำไร   แต่นี่เป็นกลยุทธ์ที่ถูกต้องหรือไม่?  ผมไม่รู้  เหนือสิ่งอื่นใด  บริษัทไม่ได้ประกาศหุ้นปันผลทุกตัวหรือทุกปี  การเล่นหุ้นตามข่าวนี้เราอาจจะต้องรอนานและอาจจะไม่มีหุ้นให้เล่นพอ   แน่นอน  มีข่าวอื่น ๆ  ให้เล่นได้ทุกวัน  แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีกลยุทธ์ไหนที่ชัดเจนว่าถ้าเล่นตามข่าวนั้นแล้วจะได้กำไร  ข่าวแบบเดียวกัน  หุ้นตัวหนึ่งอาจจะได้กำไรแต่อีกตัวหนึ่งอาจจะขาดทุน  รวม ๆ  แล้ว  การเล่นหุ้นตามข่าววันต่อวันผมคิดว่าไม่คุ้ม  เหตุก็เพราะว่าเราจะต้องเสียค่าคอมมิชชั่นสูงเพราะเราต้องซื้อขายบ่อยมาก

  ถ้าจะเล่นหุ้นตามข่าวแบบได้กำไรเป็นกอบเป็นกำและเป็นระบบ   ผมคิดว่ากลยุทธ์ที่น่าสนใจและมีการศึกษาทางวิชาการว่าสามารถทำเงินได้จริงก็คือ   การเล่นหุ้นตาม  “ผลประกอบการ”   วิธีการก็คือ  เราจะซื้อหรือขายหุ้นในวันที่มีการประกาศผลประกอบการประจำไตรมาศ  ถ้าหุ้นตัวไหนมีผลประกอบการที่ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้มาก   เราก็ซื้อ  ถ้าหุ้นตัวไหนมีผลประกอบการณ์แย่กว่าที่ประมาณการณ์มาก  เราก็ขายหรือขายชอร์ต   เหตุผลก็คือ  หุ้นที่มีผลประกอบการดีกว่าที่ตลาดคาดไว้มากนั้น   ราคาจะปรับตัวขึ้นไปมากกว่าตลาดโดยรวมในช่วงหนึ่งไตรมาศหรือหนึ่งปีข้างหน้า   จริงอยู่  ในวันแรกที่มีการประกาศผล  ราคาก็มักจะวิ่งขึ้นไปแล้ว  เรามักจะต้องซื้อแพงขึ้นกว่าวันก่อนหน้าไม่น้อย  เช่น  อาจจะขึ้นไป 2-3%   แต่โดยส่วนใหญ่แล้วราคาก็มักจะยังขึ้นไปได้อีกโดยเฉพาะในช่วงหนึ่งไตรมาศข้างหน้า  หุ้นอาจจะขึ้นไปต่อได้อีกอาจจะเป็น 7-8%  ดังนั้น  ถึงซื้อแพงขึ้นในวันแรกที่ประกาศงบ  มันก็ยังคุ้มมาก

  ในทางตรงกันข้าม  หุ้นที่ประกาศผลประกอบการที่แย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์มากก็มักจะมีราคาลดลงทันทีในวันประกาศ  เช่น อาจจะตกไป 3-4%  อย่างไรก็ตาม  เราก็ควรจะขายทันที  อย่าไปรอให้มัน  “กระเด้ง”  ขึ้นมา  เพราะเป็นไปได้ว่าถ้าเรารอไปเรื่อย ๆ  จนครบหนึ่งไตรมาศ  ราคาอาจจะตกลงไปอีก 7-8%   ดังนั้น  ถ้าเรามีหุ้นเราต้องขาย  แต่ถ้าไม่มีหุ้น   เราก็อาจจะพิจารณาขายชอร์ตเซลซึ่งจะทำให้เราได้กำไรเมื่อราคาหุ้นตกลงไปต่อตามที่คาด

  ทั้งสองกรณีที่กล่าวนั้น  เราตั้งสมมุติฐานว่าภาวะตลาดหุ้นเป็น  “ปกติ”  คือดัชนีหุ้นไม่ได้ขึ้นหรือลงอย่างมีนัยสำคัญ     เพราะถ้าตลาดหุ้นลงหนักมากในช่วงไตรมาศที่ตามมา  ก็เป็นไปได้ว่าแม้แต่หุ้นที่ประกาศผลกำไรสูงกว่าที่คาดการณ์มากก็อาจจะตกลงมาได้   ดังนั้น  ถ้าจะให้เราได้กำไรอย่างแน่นอนไม่ว่าภาวะตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร   เราก็ควรจะต้องทั้งซื้อหุ้นที่กำไรสูงกว่าคาด  และขายชอร์ตหุ้นที่ทำกำไรแย่กว่าที่คาดในเม็ดเงินที่เท่า ๆ  กัน  ซึ่งจะทำให้พอร์ตของเรา  “เป็นกลาง” กับภาวะตลาดหุ้น  นั่นก็คือ  ตลาดหุ้นจะขึ้นหรือตลาดหุ้นจะตก  เราก็ได้กำไรถ้าแนวทางการเล่นหุ้นตามผลประกอบการนี้เป็นจริง

  คำถามอาจจะเกิดขึ้นว่า  อะไรคือผลประกอบการที่คาดของตลาด?   คำตอบที่ดีที่สุดก็คือ  ข้อมูล  Analyst Consensus  หรือค่าเฉลี่ยการคาดการณ์กำไรของบริษัทโดยนักวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ทุกแห่งซึ่งก็จะมีการเผยแพร่ในบทวิเคราะห์หุ้นอยู่แล้ว  ถ้าหุ้นตัวไหนไม่มีข้อมูลนี้   เราก็คงจะต้องคิดเอาเอง  เช่น  อาจจะดูแนวโน้มการเติบโตของกำไรในอดีตว่าโตเท่าไรแล้วเอามาคาดว่าผลประกอบการที่จะออกมาน่าจะโตเท่าเดิม  ถ้าบริษัทประกาศงบออกมาโตกว่าที่คาดมาก  เราก็ซื้อ  และถ้าแย่กว่าที่คาดมาก  เราก็ขาย   แต่การใช้คาดการณ์แบบนี้  ความถูกต้องก็อาจจะไม่ดีนัก

  ข้อจำกัดอย่างหนึ่งของการเล่นหุ้นตามผลประกอบการก็คือ  หุ้นจำนวนมากโดยเฉพาะหุ้นขนาดเล็กนั้น  มักจะมีนักวิเคราะห์ติดตามและทำบทวิเคราะห์น้อยหรือไม่มีเลย  ดังนั้น  เราอาจจะต้องจำกัดหุ้นที่เราจะเล่นไว้เฉพาะในกลุ่มที่อาจจะค่อนข้างใหญ่และมีสภาพคล่องที่สูง  อย่างไรก็ตาม  นี่ก็อาจจะไม่ใช่ข้อเสียแม้ว่าเราอาจจะพลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทน  “มโหฬาร”  หลาย ๆ  ตัวไป   เพราะความเสี่ยงของเราในการเล่นหุ้นก็น่าจะต่ำลง

  จำนวนหุ้นที่เราจะต้องซื้อลงทุนเองนั้น   ผมคิดว่าก็ควรจะต้องมากพอสมควรเพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง   เพราะนี่เป็นเรื่องของสถิติ  ไม่ใช่ว่าการซื้อหุ้นที่มีผลประกอบการที่ดีกว่าที่คาดมากทุกตัวจะได้กำไร  การศึกษาเพียงแต่บอกว่าโดยเฉลี่ยแล้วจะได้กำไร   โดยส่วนตัวผมคิดว่าอย่างน้อยน่าจะต้องมีหุ้นไม่น้อยกว่า 10 ตัว  ซึ่งนี่ก็นำมาสู่ประเด็นว่าเราจะเลือกหุ้นที่มีผลประกอบการดีกว่าที่คาดการณ์ตั้งแต่กี่เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป?     อีกประเด็นหนึ่งที่ต้องพิจารณาก็คือ  การขายชอร์ตหุ้นว่าเราจะทำแค่ไหน?  เพราะการชอร์ตนั้นโดยตัวมันเองก็เป็นความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูง   สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว  ก็อาจจะไม่เหมาะนักที่จะทำ   ดังนั้น  พอร์ตเล่นหุ้นตามผลประกอบการของเราจึงอาจจะไม่สมบูรณ์และไม่สามารถการันตีว่าต้องได้กำไรร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ว่าภาวะตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร    เพียงแต่เป็นพอร์ตที่น่าจะมีโอกาสทำกำไรได้สูงกว่าปกติโดยที่เราไม่จำเป็นต้องเป็น  “เซียน” และไม่ต้องทำงานหนัก

  สุดท้ายก็คือ  คำถามสำคัญที่ว่าพฤติกรรมของหุ้นที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นจริงหรือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นช่วงเวลาเหมือนอย่างกลยุทธ์ทำกำไรหุ้นแบบอื่น ๆ  ซึ่งมาแล้วก็ไปตามแฟชั่นหรือตามช่วงเวลา?  คำตอบก็คือ  การศึกษาในตลาดหุ้นอเมริกาตลอดช่วงประมาณ 30 ปีที่ผ่านมาดูเหมือนว่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ได้ผลจริง  แต่ในเมืองไทยนั้นผมเองก็ไม่แน่ใจว่ามีใครทำการศึกษาไว้บ้างหรือไม่  เหนือสิ่งอื่นใด  การคาดการผลประกอบการโดยนักวิเคราะห์เองก็เพิ่งมีมาไม่นาน   ดังนั้น ในตลาดหุ้นไทยคงต้องบอกว่าเราจะต้อง  “ดูกันต่อไป”  และเราอาจจะเป็นคนลองทำดูก่อนก็อาจจะได้ผลดีก็ได้

  อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ราคาหุ้นไม่สนองตอบต่อการประกาศผลประกอบการอย่างเต็มที่และทันที?  นี่คือสิ่งที่นักวิชาการเองก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน  โดยทฤษฎีแล้ว  ถ้าตลาดหุ้นมีประสิทธิภาพ  ราคาหุ้นจะต้องสะท้อนรับข่าวผลประกอบการทั้งหมดทันทีนั่นคือ  ราคาหุ้นจะต้องวิ่งขึ้นไปตามผลประกอบการที่ดีขึ้น  ถ้าดีกว่าประมาณการมาก  ราคาหุ้นก็ต้องขึ้นไปมากตั้งแต่วันแรก  คนที่เข้าไปซื้อหุ้นหลังประกาศงบแล้วไม่ควรได้กำไรมากกว่าปกติ    คำตอบที่มีมีคนเสนอขึ้นมาก็คือ  หุ้นพวกนี้อาจจะมีความเสี่ยงมากขึ้นเมื่อมันประกาศงบที่ดีมากออกมา  กล่าวคือ  อนาคตกำไรมันอาจจะไม่โตเท่าเดิม   ดังนั้น  การเล่นหุ้นแบบนี้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น   นักวิชาการบางคนก็เสนอว่า  มันอาจจะเป็นเรื่องของการ  “ย่อยข้อมูล”  ที่ต้องใช้เวลาของนักลงทุน   นั่นก็คือ  การประกาศงบวันแรกนั้น  นักลงทุนโดยเฉพาะที่เป็นสถาบันยังไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไร  จะซื้อหรือขาย  ทำให้ราคาหุ้นไม่สะท้อนข้อมูลทั้งหมด  หลังจากนั้น  พวกเขาจึงเข้ามาซื้อซึ่งทำให้ราคาค่อย ๆ  ปรับตัวขึ้นไปเป็นเวลาหนึ่งไตรมาศหรือเป็นปี   ไม่ว่าเหตุผลคืออะไร  นี่ก็คือ  การเล่นหุ้นตามข่าวที่น่าสนใจแบบหนึ่ง
 

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณมากครับ กำลังจะลงหุ้นอยู่ตอนนี้แต่กลัวๆ เราคาแพงมาก อ่านบทความนี้แล้วเริ่มมันใจละครับbig smile

#1 By www.cashadvanceonsunday.com (103.7.57.18|202.28.27.6) on 2012-11-05 11:02