ในช่วงที่ตลาดหุ้นเป็นกระทิงยาวนานนั้น


ฝากไว้สำหรับเพื่อน ๆ .. จริง ๆ ผมเชื่อว่า ทุกคนรู้กันอยู่แล้วแหละ แต่แค่มาเตือนสติ อย่าประมาทตลาดหุ้น
- ไม่ว่าจะเป็น หุ้น หรือ กองทุน .. "ซื้อเพราะเหตุผลอะไร ให้ขายเพราะเหตุผลนั้น" .. (ซื้อเพราะปันผล ให้ขายเพราะไม่จ่ายปันผล , ซื้อเพราะบริษัทเติบโต ให้ขายตอนที่บริษัทไม่เติบโต , ซื้อเพราะสัญญาณกราฟบอกให้ซื้อ ให้ขายตอนที่สัญญาณกราฟบอกให้ขาย)

- สำหรับคนที่ทำการซื้อแบบถัวเฉลี่ย DCA .. สำคัญ อย่าลืมวินัยของตัวเองเด็ดขาด .. ไม่ว่าหุ้นจะขึ้น หรือ ลง .. หน้าที่ของคุณคือ "ซื้อทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ"

- แต่ถ้าคิดว่าถึงคราววิกฤติแบบสุด ๆ แล้ว .. "ห้ามถัวเฉลี่ยขาลง"  (ในกรณี "เผาจริง" ไม่ว่าคุณจะลงทุนแนวไหน ก็ห้ามซื้อถัวเฉลี่ยขาลงโดยเด็ดขาด)
 
Value Investor จำนวนมากหรืออาจจะเรียกว่าส่วนใหญ่ ชอบลงทุนในหุ้นตัวเล็กหรือบริษัทขนาดเล็ก เหตุผลก็คือ พวกเขาเชื่อว่าหุ้นตัวเล็กนั้นจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าปกติได้หลัก ฐานที่ปรากฏในตลาดหุ้นก็ “ชัดเจน” หุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นหลายเท่า บางตัวเป็นสิบเท่าภายในเวลาเพียงไม่เกิน 1- 2 ปี ที่ผ่านมานั้น มักจะเป็นหุ้นตัวเล็กที่มีมูลค่าตลาดของหุ้นหรือ Market Cap. ไม่เกิน 3-4 พันล้านบาท หลายตัวอาจจะไม่เกินพันล้านบาทด้วยซ้ำ หุ้นตัวเล็กนั้นมีเสน่ห์สำหรับนักลงทุนไม่เฉพาะที่เป็นนักเก็งกำไรเล่นหุ้น รายวัน แต่เป็นขวัญใจของ VI ด้วย ว่าที่จริง VI ระดับ “เซียน” ที่ทำผลตอบแทนมหาศาลในช่วงเร็ว ๆ ต่างก็รวยมาด้วยหุ้นตัวเล็กเป็นส่วนใหญ่ แทบจะเป็นข้อสรุปได้เลยว่า ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จในหุ้นสูงมากโดยเฉพาะเมื่อพอร์ตของคุณยังเล็กอยู่ นั้น ไม่มีทางอื่นนอกจากลงทุนในหุ้นขนาดเล็ก

Single Sign On - Sharing Session State

posted on 19 Aug 2013 17:36 by inwprogramming in Programming

Session Model (C#.net)

ที่มีอยู่ 5 Mode ครับ

1. InProc mode เป็นโหมดที่ทำงานโดยเก็บข้อมูลไว้ใน RAM ของ Web Server ซึ่งเป็นโหมดพื้นฐานที่ตั้งค่ามาให้ใช้งาน

ข้อดี ง่ายและเป็นโหมดที่ทำงานได้เร็วทีสุด

ข้อเสีย แต่มีข้อจำกัดในการรองรับจำนวนข้อมูลและการแชร์ session ใน Farm และเมื่อ web server restart ทุกอย่างที่เก็บไว้ก็จะหายไปทันที

 

2. StateServer (OutProc) mode เป็น โหมดที่ทำงานโดยแยก Service ที่เป็นส่วนเสริมของ ASP.NET เองออกไปจาก IIS process ซึ่งมีชื่อว่า ASP.NET state service โดยจะมีติดตั้งให้ทันทีที่ลง .NET Framework ซึ่งจะอยู่ที่“systemroot\Microsoft.NET\Framework\versionNumber\aspnet_state.exe”

ข้อดี ด้วย ตัว state server นี้แม้หากว่า web server เกิด restart ตัวเองขึ้นมาคุณก็แน่ใจได้ว่าเซสชั่นนั้นยังคงถูกเก็บไว้อยู่แน่นอน ซึ่งเหมาะที่จะใช้สำหรับ Web Server ใน Farm และมีความเร็วในการทำงานเป็นลำดับรองจาก InProc Mode อยู่ 1 เท่าตัว

ข้อเสีย คือ กิน RAM เหมือน InProc เพราะเก็บไว้ใน RAM เหมือนกับ InProc mode เพียงแต่แยก service ออกมาต่างหาก แปลว่าคุณควรจะมีเครื่องแยกออกมาและมีช่องเสียบ RAM เยอะๆ และเสียบ RAM ไว้เพื่อรองรับงานดังกล่าว แต่เมื่อ StateServer restart ทุกเซสชั่นก็จะหายไปหมดเช่นกัน

ตัวอย่าง web.config

<configuration>
  <system.web>
    <sessionState mode="StateServer"stateConnectionString="tcpip=SampleStateServer:42424" 
                  cookieless="false" timeout="20"/>
  </system.web>
</configuration>

 

 

 

3. SQLServer mode เป็นโหมดที่เก็บเซสชั่นไว้ใน Database

ข้อดี คุณสมบัติ เหมือนกับ StateServer mode ทุกอย่าง และถึงแม้ว่า SqlServer จะ restart ข้อมูลเซสชั่นก็ยังคงถูกเก็บเอาไว้ใน Database ไม่หายไป และดีกว่าที่ว่าสามารถขยายความจุของเซสชั่นได้เท่ากับพื้นที่บน HDD ที่มีอยู่ เหมาะที่ใช้กับ Web Server ใน Farm

ข้อเสียที่ว่า ช้ากว่า InProc mode ประมาณ 3 เท่าตัว

ตัวอย่าง web.config

<configuration>
  <system.web>
    <sessionState mode="SQLServer" sqlConnectionString=
                  "Integrated Security=SSPI;data source=SQLSessionServer;" />
  </system.web>
</configuration>

 

 

*** หากต้องการจะใช้งาน SqlServer Mode คุณต้องทำการ register database ด้วย aspnet_regsql.exe ตัวนี้ก่อน

4. Custom mode หา ตัวอื่นมาใช้ทดแทนทั้ง 3 mode ที่กล่าวไปข้างต้น โดยอาจจะเก็บไว้ใน Disk, NoSql เป็นต้น ซึ่งเราจะมาพูดคุยและทดสอบใช้งานกันในตอนนี้

5. Off mode ไม่ใช้ Session (ฟังดูจะโหดร้ายไปหน่อย)

Sharing sessions across applications using the ASP.NET Session State Service

Single Sign On เมื่อเราเข้าใจเรื่องราวเกี่ยวกับ Session แล้วต่อไปต้อง ทำ Session ให้เข้าใจว่าเป็นตัวเดียวกัน(ใช้ได้เฉพาะโหมด SQLServer mode เท่านั้น)

Basically the idea is both apps use native .net sessionState stored in sqlserver. By using the same machine key and making a small tweak to a stored procedure – both apps can share any session keys and/or forms authenication.

- แก้ตรง Application Name ให้เหมือนกัน

Both apps would do something like this in there web.config:

<sessionState mode="SQLServer" 
sqlConnectionString
="Data Source=.\SQLEXPRESS;User Id=test;Password=test;
Application Name=AppName"
/> <machineKey validationKey="SOMEKEY" validation="SHA1" decryption="AES" />

 

Session state db would need to be set up on a database server, that both apps can see.

Docs for doing this: http://msdn.microsoft.com/en-us/library/ms229862(VS.80).aspx

Command that would need to be run: C:\Program Files (x86)\Microsoft Visual Studio 9.0\VC\bin>aspnet_regsql.exe -E -ssadd --sstype p -S .\SQLEXPRESS

-แก้ Stroed procedure โดยใส่ค่านี้ลงไป

Stored procedure (TempGetAppID) tweak to:

 @appId int OUTPUT
AS

    -- start change

    -- Use the application name specified in the connection for the appname if specified
    -- This allows us to share session between sites just by making sure they have the
    -- the same application name in the connection string.
    DECLARE @connStrAppName nvarchar(50)
    SET @connStrAppName = APP_NAME()

    -- .NET SQLClient Data Provider is the default application name for .NET apps
    IF (@connStrAppName <> '.NET SQLClient Data Provider')
        SET @appName = @connStrAppName

    -- end change

SET @appName = LOWER(@appName)

 

 


enter image description here

เท่านี้ก็เรียบร้อยแล้ว

Cr. http://greatfriends.biz/webboards/msg.asp?id=130514  ,

http://stackoverflow.com/questions/2868316/sharing-sessions-across-applications-using-the-asp-net-session-state-service
กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) คืออะไร

เป็น กองทุนรวมประเภทหนึ่ง ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการลงทุนในตลาดหุ้นระยะยาว โดยผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด

LTF ให้อะไรคุณได้บ้าง
1) ช่วยให้คุณเสียภาษีเงินได้น้อยลงจากเดิม*
2) ช่วยให้คุณมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงจากการลงทุนในหุ้นในระยะยาว

* ตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด
ผู้ลงทุนจะเสียภาษีน้อยลงก็ต่อเมื่อ เป็นผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดาที่มีเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน
และเงินบริจาคทั้งปี สูงกว่า 80,000 บาท และมีเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ กบข.
ในปีนั้นๆ น้อยกว่า 295,000 บาท

LTF ช่วยลดภาษีอย่างไร
ผู้ ลงทุนสามารถนำเงินลงทุนใน LTF มาหักออกจากเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายในปีนั้น ตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด ซึ่งมีผลทำให้ฐานเงินได้สุทธิสำหรับการคำนวณภาษีลดลง และส่งผลให้ผู้ลงทุนเสีย
ภาษีน้อยลง

กรณีผู้ลงทุนมีฐานรายได้สูง จะยิ่งมีอัตราการประหยัดภาษีที่สูงขึ้น เนื่องจากระบบการจัดเก็บภาษีเงิน
ได้บุคคลธรรมดาเป็นแบบอัตราก้าวหน้า (ฐานเงินได้ในส่วนที่มากขึ้น จะถูกจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้น
ด้วย)

จำนวนเงินลงทุนใน LTF ที่สามารถนำมาหักออกจากเงินได้

ชั้นต่ำ   =   ไม่กำหนด
ขั้นสูง   =   15% ของเงินได้ทุกประเภท และ ไม่เกิน 300,000 บาท
โดยผู้ลงทุนสามารถนำเงินลงทุนใน LTF ที่จ่ายจริง ในอัตราที่กฎหมายกำหนด มาหักออกจาก
เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย ซึ่งจะช่วยให้คุณเสียภาษีเงินได้น้อยลง

LTF เสี่ยงหรือไม่
กองทุน LTF เป็นกองทุนรวมที่เน้นลงทุนในหุ้น โดยจะมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นมากน้อยเพียงใด ขึ้น
อยู่กับนโยบายของแต่ละกองทุน ดังนั้น ผู้ที่จะลงทุนในกองทุนนี้ได้ต้องแน่ใจว่าตนเองสามารถรับความ
ผันผวนของราคาหุ้นได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะสั้น

เงื่อนไขการลงทุนของ LTF

1) ไม่กำหนดจำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำ
2) ลงทุนขั้นสูงในแต่ละปีภาษีไม่เกิน 15% ของเงินได้ และไม่เกิน 300,000 บาท
3) คุณสามารถนำเงินลงทุนใน LTF ที่จ่ายจริง ในอัตราที่กฎหมายกำหนด มาหักออกจากเงินได้หลังหัก
ค่าใช้จ่าย ซึ่งจะช่วยให้คุณเสียภาษีเงินได้น้อยลง
4) ถือหน่วยลงทุนเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีปฏิทิน
5) ไม่จำเป็นต้องลงทุนต่อเนื่อง ในระหว่างปีเลือกลงทุนกี่ครั้งก็ได้ และไม่จำเป็นต้องลงทุนเท่ากันในแต่
ละปี
6) เลือกขายคืนหน่วยลงทุนได้ไม่เกิน 2 วันต่อปีในแต่ละกองทุน (เฉพาะวันที่กองทุนกำหนดเท่านั้น)
7) หากขายคืนหน่วยลงทุนก่อนระยะเวลา 5 ปีปฏิทินจะต้องชำระคืนภาษีที่ได้รับลดหย่อนมาแล้ว พร้อม
ด้วยเงินเพิ่ม และต้องนำกำไร (ถ้ามี) ไปรวมกับเงินได้อื่นๆเพื่อชำระภาษีด้วย
8) ไม่ควรลงทุนในจำนวนเกินกว่าที่ได้รับสิทธิลดหย่อน (เนื่องจาก LTF ไม่เปิดให้ขายคืนได้ทุกวัน และ
ผู้ลงทุนต้องรับภาระภาษีหากขายในส่วนนี้แล้วมีกำไรไม่ว่าจะขายเมื่อใดก็ตาม)

หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข จะมีผลอย่างไร

1) กรณีขายคืน LTF ที่ได้เคยได้รับลดหย่อนภาษีมาแล้ว และได้ถือหน่วยดังกล่าวมาน้อย
กว่า 5 ปีปฏิทิน จะต้องปฏิบัติดังนี้
ต้องชำระคืนภาษีที่เคยได้รับลดหย่อนมาแล้ว โดยนำเงินค่าซื้อของหน่วยที่ขายไป มาคำนวณภาษี
ใหม่ พร้อมชำระเงินเพิ่ม/1 และต้องนำกำไร (ถ้ามี)ไปรวมกับเงินได้อื่นเพื่อเสียภาษี/2

2) กรณีขายคืน LTF ที่ลงทุนไม่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด และไม่เคยนำไปขอลดหย่อน
ภาษี และได้ถือหน่วยดังกล่าวมาน้อยกว่า 5 ปีปฏิทิน จะต้องปฏิบัติ ดังนี้
ต้องนำกำไร (ถ้ามี)ไปรวมกับเงินได้อื่นเพื่อเสียภาษี/2

3) กรณีขายคืน LTF ในส่วนที่ลงทุนเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด จะต้องปฏิบัติ ดังนี้
ต้องนำกำไร (ถ้ามี)ไปรวมกับเงินได้อื่นเพื่อเสียภาษี/2


/1 เงินเพิ่ม ตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตรา 1.5% ต่อเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระคืน
(เศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน) นับตั้งแต่เดือนเมษายนของปีถัดจากปีที่ลงทุน (5 ปีปฏิทินย้อนหลัง) จน
ถึงเดือนที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มเติม ทั้งนี้ เงินเพิ่มที่คำนวณได้ต้องไม่เกิน
จำนวนภาษีที่ต้องชำระคืน

/2 ภาษีของกำไรนี้ จะต้องนำไปรวมกับเงินได้อื่นๆ ที่ได้รับในปีภาษีนั้น โดยยื่นภาษีภายในเดือนมีนาคม
ของปีถัดจากปีที่ขาย

ที่มา  :   บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด  www.tmbam.co.th

edit @ 28 Dec 2012 12:25:43 by P.Tongkamonwat

                      iPhone 5 มาอีกละ หลายคนคงปวดหัวกับการเลือกซื้ออีกแล้วสิท่า ซื้อที่ไหนดีกว่ากัน? ซ่อมยังไง? หลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับร้าน iStudio และเกี่ยวกับเครื่องศูนย์ True AIS Dtac และการรับประกัน ขอแจงดังนี้ เผื่อจะตัดสินใจง่ายขึ้น (เพิ่มเติมจากกระทู้เดิม นิดหน่อย)

- iStudio เป็นร้านขายสินค้าไอที ที่เน้นขายสินค้าของ Apple แต่ไม่ใช่หน้าร้านสาขาของ Apple โดยตรง เป็นแค่ Reseller มีใบอนุญาตจำหน่าย (ตัวแทนจำหน่าย)

- iStudio ซื้อ iPhone จาก True Dtac AIS มาขายต่ออีกที เพราะ iStudio ไม่ใช่ผู้ให้บริการเครือข่ายจึงไม่ได้รับโควต้าในการรับ iPhone จาก Apple มาขายโดยตรง

- True Dtac AIS ซื้อ iPhone มาจาก บริษัท Apple South Asia (Thailand) ทั้งหมด

- บริษัท Apple South Asia (Thailand) เป็นผู้นำเข้า iPhone รหัส TH ทั้งหมด แต่เพียงผู้เดียว

- บริษัท Apple South Asia (Thailand) เป็นผู้ดูแลด้าน การตลาด การควบคุมมาตฐานบริการของ Reseller, Provider และอื่นๆ ฯลฯ ในนามของ Apple ในประเทศไทย

- iPhone รหัส TH คือเครื่องที่ผลิตขึ้นเพื่อจำหน่ายในประเทศไทย แต่ละประเทศรหัสจะแตกต่่างกันไป เช่น TH JP AU HK US UK และสเปคของเครื่องในแต่ละประเทศจะแตกต่างกันตามกฏหมายของประเทศนั้นๆกำหนด เช่น iPhone รหัส JP ในญี่ปุ่น ปิดเสียงชัตเตอร์กล้องไม่ได้ ตามกฏหมายของญี่ปุ่น

- ประเทศไทยยังไม่มีหน้าร้าน Apple Store แต่มี Apple Store Online

-ข่าวลือ Apple Store Thailand อาจจะเปิดที่ Central Embassy ห้างสุดหรูแห่งใหม่ข้างสถานทูตอังกฤษที่กำลังก่อสร้าง

- ซื้อสินค้าของ Apple โดยตรงได้จาก Apple Store Online บริการมาตรฐาน Apple ไร้กังวล

- ซื้อสินค้าผ่าน Apple Store Online ชำระผ่านบัตรเครดิต รับสินค้าส่งถึงมือผ่าน DHL การส่งเคลมมารับงานเคลมถึงบ้านเช่นกันตามเงื่อนไข

- ประเทศไทยมีศูนย์ซ่อมที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก Apple ทั้งหมด 14++ แห่งทั่วประเทศ เรียกว่า apple authorised service provider ค้นหาที่ตั้งได้จากเวป Apple  http://www.apple.com/th/service/ โดยใส่ชื่อจังหวัดลงไป เช่น bangkok, chonburi

- iPhone รหัส TH ทุกเครื่องอยู่ภายใต้เงื่อนไขการรับประกันของศูนย์ apple authorised service provider thailand และ Apple Store ในบางประเทศ เช่น Apple Store Hongkong รับเครมเครื่องของทุกประเทศ ทุกรหัส กรณีที่ซื้อผ่าน Operator เช่น True Dtac AIS ต้องดำเนินการผ่านผู้ให้บริการเครือข่ายนั้นๆ เป็นผู้นำเครื่องส่งซ่อมให้แทน
อ่านเงื่อนไขการรับประกันได้ที่ http://www.apple.com/legal/warranty/products/iphone-thai.html

- Shop True AIS Dtac ไม่มีช่างเทคนิค แต่จะนำเครื่องส่งต่อไปที่ apple authorised service provider อีกทอดนึง

- Apple ไม่เน้นการซ่อมเครื่อง เน้นเปลี่ยนเครื่องใหม่ให้ตามเงื่อนไข เพราะการแกะอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆเพื่อซ่อมยากที่จะประกอบให้เหมือนเดิม 100%

- เครื่องเคลมสำหรับเปลี่ยนให้ลูกค้าถูกกำหนดรหัสขึ้นเพื่อเปลี่ยนเคลมโดยเฉพาะ ปัจจุบันที่พบเห็นคือ  ZP ก่อนหน้าเป็น LL


***สรุป จะซื้อจากที่ไหนก็ไม่ต่างกันครับ ก็แล้วแต่ผู้ใช้ทุกท่านจะสะดวก บางคนไม่มีบัตรเคดิต บางคนบ้านอยู่ใกล้ Shop บางคนทำงานตลอดเวลาไม่มีเวลาไปจองไปรับเครื่อง และเครื่องที่ซื้อมาควรเป็นรหัส TH เครื่องใหม่ ซึ่งจะสะดวกและไม่เกิดปัญหาเรื่องการรับประกันในประเทศ ส่วนเงื่อนไขการรับประกันมีความเท่าเทียมกันอยู่แล้วไม่ว่าจะซื้อมาจากแหล่ง ขายใดก็ตาม  เราเองควรจะมีความรู้ไว้เป็นอาวุธ  เพื่อไม่ให้ใครเอาเปรียบนะครับ***

Credit : Pantip @ MBK

edit @ 2 Nov 2012 15:51:47 by P.Tongkamonwat

1.การลงทุนใช้เงินจำนวนน้อยก็สามารถลงทุนในกองทุนทองคำได้แล้ว ไม่ต้องรอเก็บเงินก้อนโต แล้วค่อยไปซื้อทองคำแท่งไม่จำเป็นต้องมีเงินซื้อจำนวนมากเท่าซื้อทองคำแท้ๆ และในทางกลับกันเวลาขาย เช่น ถ้าถือทองคำไว้ 1 บาททอง หรือ ประมาณ 17,800 บาท ต้องการใช้เงินแค่ 5,000 บาท ต้องขายทั้ง 17,800 บาท แต่กองทุนของเราไม่จำเป็นขายเอาเงินออกแค่ 5,000 บาทได้เลย

2.ลดความเสี่ยงในเรื่องของการสูญหายและลดค่าใช้จ่ายในการหาที่จัดเก็บรักษา (หากจะลงทุนในทองคำแท่งเป็นจำนวนมากผู้ลงทุนยังต้องรับความเสี่ยงจากการถูกโจรกรรมหรือต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา)

3.ช่องทางการขายสะดวกไม่ต้องกลับไปที่ร้านเดิมอย่างทองคำแท่ง (หากผู้ลงทุนต้องการจะขายก็จะต้องเดินทางไปขายที่ร้านเดิมที่ซื้อมาถึงจะได้ราคาที่ดี)

4.ไม่ต้องกังวลว่าจะโดนร้านค้าหลอกในเรื่องความบริสุทธิ์ของทองคำ

5.การลงทุนในกองทุนทองคำ ราคาที่ได้จะได้ราคาอ้างอิงกับทองคำในประเทศ ทำให้ตรวจสอบการขึ้นลงของราคาทองคำได้ง่าย

6.การลงทุนในกองทุนทองคำหลายๆคนอาจจะกลัวความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่ในความเป็นจริงแล้วราคาทองคำในประเทศที่ถูกกำหนดโดยสมาคมค้าทองก็อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนด้วยเช่นเดียวกัน

7.ไม่ต้องห่วงในเรื่องไม่ได้รับเงินคืน (เพราะมี กลต.ค่อยควบคุมกำกับดูแล)

8.กำไรที่เกิดจากการลงทุนไม่เสียภาษี (สำหรับลูกค้าบุคคลธรรมดา)

ทั้งนี้ไม่ว่าท่านจะเลือกลงทุนกองทุนใด และแบบไหน ที่สำคัญที่สุดท่านควรศึกษาข้อมูลกองทุนก่อนการลงทุน เพื่อให้ท่านได้รับประโยชน์จากการลงทุนจริงๆ


ขอบคุณ : สุรกิจ จันไทยบลจ. บัวหลวง จำกัด : McLynch